ความแตกต่างระหว่างการเล่นโต๊ะสนุกเกอร์ โต๊ะพูลและบิลเลียด

โต๊ะสนุกเกอร์จะมีลูกสนุกเกอร์สีแดง 15 ลูก (1 แต้ม) และลูกสีที่ประกอบด้วยเหลือง (2 แต้ม) เขียว (3 แต้ม) น้ำตาล (4 แต้ม) น้ำเงิน (5 แต้ม) ชมพู (6 แต้ม) ดำ (7 แต้ม) อย่างละลูก โดยผู้เล่นต้องแทงลูกขาวหรือที่เรียกว่า “คิวบอล” กระทบลูกแดงให้ลงหลุมก่อน ถึงจะสามารถเล่นลูกสีอื่นได้

จากนั้นเมื่อลูกแดงหมดโต๊ะ ผู้เล่นก็จะไล่เก็บสีตามคะแนนจากน้อยไปหามาจาก โดยดำจะเป็นลูกสุดท้าย ใครเป็นผู้ทำแต้มได้มากที่สุดจะชนะในเกมนั้น โดยภาษาสนุกเกอร์เรียกว่า “เฟรม” ทั้งนี้แต้มสูงสุดของกีฬาชนิดนี้คือ 147 คะแนน หรือเรียกว่า “แม็กซิมัม เบรก”

ด้านบิลเลียดหรือแครอม บิลเลียด ใช้เพียง 3 ลูกคือ ขาว แดง เหลือง และการเล่นจะไม่เหมือนสนุกเกอร์ที่ต้องแทงลงจะได้แต้ม แต่บิลเบียด จะมีการทำคะแนนได้หลายอย่าง เช่นการแทงลูกขาวให้กระทบกับสองลูกที่เหลือหรือที่เรียกว่าแคนนอนได้ 2 แต้ม

ตบเหลืองลงได้ 2 แต้ม ตบแดงหรือเช็ดแดงเปลี่ยนขาวลงหลุมได้ 3 แต้ม แทงพลาดเสีย 1แต้มโดยไม่ลดแต้มผู้แทงแต่ไปเพิ่มให้คู่ต่อสู้ แทงพลาดและคิวบอลลงหลุมเสีย 3 แต้ม ทั้งนี้ใครได้แต้มถึงตามที่กำหนดจะเป็นฝ่ายชนะ

ในส่วนของกีฬาโต๊ะพูลหรือหรือพอกเก็ต บิลเลียด มีอยู่ด้วยกันหลายแบบอาทิโต๊ะพูล 8 ลูก และ 15 ลูก แต่ถามตอบรอบโลกขอยกเอาโต๊ะพูล 8 ลูกมาอธิบายประกอบเพราะถ้าให้อธิบายทั้งหมดคงจะยืดยาวเกินไป

สำหรับโต๊ะพูล 8 ลูก จะประกอบด้วยลูกขาวและลูกเป้า 15 ลูก ที่มีหมายเลขกำกับ 1 ถึง 15 โดยกติกามีอยู่ว่าผู้เล่นฝ่ายหนึ่งจะต้องตบลูกในกลุ่มหมายเลข 1 ถึง 7 ซึ่งเป็นลูกสี (solid colors) ขณะที่ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องตบลูกในกลุ่มหมายเลข 9 ถึง 15 ซึ่งเป็นลูกลาย (stripes)

ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะต้องตบลูกในกลุ่มของตัวเองให้หมดก่อน จึงจะมีสิทธิ์ตบลูกหมายเลข 8 (ลูก 8 ) เพื่อเป็นผู้ชนะในเฟรมนั้น อย่างไรก็ตามผู้เล่นมีโอกาสเป็นผู้แพ้ในทันทีหากว่าพลาดท่าทำให้ลูก 8 ลงหลุมในขณะเล่นลูกระบุไว้หรือขณะที่ไม่ใช่ลูกในเที่ยวแทง